หลวงพ่อแสน

วัดหงส์รัตนารามนี้ เดิมเรียกกันอย่างพื้นชาวบ้านว่า “วัดเจ๊สัวหง” บ้าง “วัดเจ้าสัวหง” บ้าง ต่อมาคำว่า “เจ๊สัวหรือเจ้าสัว” มีผู้นิยมเรียกกันเป็น “เจ้าขรัว” ไป วัดนี้ก็ถูกเรียกเปลี่ยนไปว่า “วัดเจ้าขรัวหง” ดังนี้ พิจารณาคำเรียกร้องนี้หรือนามวัดพื้นเดิมดังกล่าวมาแล้วนั้น มีประเด็นอยู่ ๒ ประการคือ เจ๊สัวหรือเจ้าสัวหรือเจ้าขรัวประการหนึ่ง และ “หง” ประการหนึ่ง เจ๊สัวหรือเจ้าสัวก็ดี เจ้าขรัวก็ดี พจนานุกรมฉบับปัจจุบันนี้ให้คำนิยามไว้ว่า “คนมั่งมี” หรือ “เศรษฐีจีน” ส่วน “หง” คำนี้ตามสันนิษฐานเป็นชื่อของคนมั่งมีหรือเศรษฐีจีนผู้นั้น เมื่อพิสูจน์ตามประวัติคือ ความเป็นมาของวัดนี้ก็ได้หลักฐานว่า จีนผู้มั่งมีหรือเศรษฐีจีนชื่อนายหงเป็นผู้สร้างมาดั้งเดิม ด้วยเหตุนี้ วัดนี้แต่เมื่อยังเป็นวัดราษฎร์และอยู่ในท้องที่ชนบทสมัยกรุงศรีอยุธยา หรือครั้งโบราณแต่เก่าก่อน คงเรียกกันตามพื้นเพของชาวบ้านโดยมุ่งเอาชื่อและฐานะของผู้สร้างเป็นสำคัญ ดังนั้นวัดนี้จึงมีนามในสมัยนั้นหรือแต่ดั้งเดิมในโบราณว่า “วัดเจ๊สัวหง” บ้าง “วัดเจ้าสัวหง” บ้าง “วัดเจ้าขรัวหง” บ้าง ตามแต่จะนิยมเรียกกันในยุคนั้นสมัยนั้น แม้จดหมายเหตุในรัชกาลที่ ๔ ก็กล่าวไว้ในทำนองนี้ว่า “วัดหงส์รัตนารามนี้ พื้นที่วัดเดิมเป็นของโบราณมีมานานสำหรับเมืองธนบุรี คำคนแก่เก่า ๆ เป็นอันมากเรียกว่าวัดเจ้าขรัวหง แลว่ากันว่าจีนเจ๊สัวมั่งมีบ้านอยู่กะดีจีนสร้างขึ้นไว้แต่ในครั้งโน้น จีนที่มั่งมี คนเรียกว่า เจ้าขรัว” ดังนี้

ต่อมานานเข้า และผันผวนไปตามพื้นสำเนียงพูดจาของคนไทยที่ชอบพูดคำกะทัดรัดเป็นคำสั้น ๆ จึงเหลือคำเพียง ๒ พยางค์ คือ “วัดหง” และต่อมามีนักปราชญ์ราชบัณฑิตได้มาเกี่ยวพันกับวัดหงส์ฯ นี้บ้าง หรือยุคที่รุ่งเรืองเจริญด้วยภาษาสันสกฤตและบาลีเข้ามาครอบคลุม “หง” คำเดิมก็ถูกบวชเป็นทำนองสันสกฤตไป คือเติม ษ การันต์เข้าเป็น “หงษ์” ที่ว่า “หงษ์” คำนี้เป็นภาษาสันสกฤตก็เพราะไม่ใช่คำไทยเดิมและไม่ใช่คำบาลีซึ่งบาลีไม่มี ษ ใช้ แต่ที่จริงแล้ว “หงษ์” คำนี้ก็ไม่ใช่คำมีมูลมาแต่สันสกฤตแท้ เป็นแต่เขียนเลียนสันสกฤตเท่านั้น เพราะยุคนั้นท่านผู้รู้นิยมภาษาสันสกฤตกันฟุ่มเฟือย อยู่ในสมัยปลายกรุงศรีอยุธยาและต้นรัตนโกสินทร์จะพบเป็นส่วนมากในหนังสือวรรณคดียุคนี้ เช่นมหาชาติคำหลวงซึ่งแต่งซ่อมให้ครบ ๑๓ กัณฑ์ จากที่เหลือมาครั้งกรุงศรีอยุธยา เพราะอันที่จริงนั้นรูปภาษาสันสกฤตเดิมของเราเขียนเป็น “หํส” ใช้นฤคหิตแทน “ง” และออกเสียง “ส” เป็นอีกพยางค์หนึ่ง ส่วนบาลีนั้นมีรูปเป็น “หงฺส” คือใช้ตัว “ง” สะกดทีเดียว ด้วยเหตุนี้ต่อมาท่านผู้รู้ทั้งหลายจึงเขียนรักษาแนวภาษานั้น ๆ ตามความจริง จึงเป็น “หงส์” ดังนี้ ส่วน “หงษ์” คำนี้จึงหมดความนิยมใช้ไป คงมีแต่ของเก่าซึ่งนิยมเขียนกันในสมัยหนึ่งเท่านั้น

ในยุคกรุงธนบุรี วัดหงส์ฯ ได้มีสร้อยนามเป็นทางการว่า “วัดหงส์อาวาสวิหาร” และเขียน “ษ” การันต์มีไม้ทัณฑมาตของคำว่า “หง” ตามสมัยนิยมครั้งนั้น ทั้งใช้ชื่อและสร้อยอย่างนี้มาถึงยุครัตนโกสินทร์ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกด้วย แต่ตอนปลายรัชกาลนี้ เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ซึ่งขณะนั้นยังทรงเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร ได้ทรงพระยศเป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล สืบต่อจากกรมพระราชวังบวรสถานมงคล มหาสุรสิงหนาทฯ ไม่เสด็จประทับวังหน้า คงเสด็จประทับ ณ พระราชวังเดิม ดังนี้นพระราชวังเดิมนี้จึงมีฐานะเป็นพระบวรราชวังใหม่ขึ้นอีกตำแหน่งหนึ่ง สมตามนัยแห่งชุมนุมพระบรมราชาธิบายในพระบาทสมเด็จพระเจ้าจอมเกล้า ฯ ตอนที่ทรงเล่าการประสูติของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้า ฯ ไว้ดังนี้ “การประสูติครั้งนี้ เป็นไปที่พระบวรราชวังใหม่ อยู่ในกำแพงกรุงธนบุรีโบราณ” เหตุนี้วัดหงส์ฯ ซึ่งมีพื้นที่ตั้งอยู่ติดสถานที่พระบวรราชวังใหม่นี้จึงมีสร้อยนามเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ครั้งนั้นว่า “วัดหงส์อาวาศบวรวิหาร” ดังหลักฐานประกอบในข้อนี้ตามนัยพระราชทินนามสมณศักดิ์พระราชาคณะที่พระธรรมอุดม (พระธรรมวโรดมปัจจุบันนี้)” ซึ่งได้เลื่อนจากพระธรรมไตรโลก (พระธรรมไตรโลกาจาริย์ปัจจุบันนี้) ในรัชกาลที่ ๑ ว่า “พระธรรมอุดม บรมญาณอดุลย สุนทรนายก ตีปิฎกธรา มหาคณิศร บวรสังฆารามคามวาสี สถิต ณ วัดหงส์อาวาศบวรวิหารพระอารามหลวง”

ในสมัยรัชกาลที่ ๒ วัดหงส์ ฯ มีสร้อยนามเปลี่ยนแปลงเป็นอีกประการหนึ่ง คือ “วัดหงส์อาวาศวรวิหาร” หลักฐานในข้อนี้ พิจารณาได้ตามพระราชทินนามสมณศักดิ์ที่พระพิมลธรรม ซึ่งได้เลื่อนจากสมณศักดิ์เดิมที่พระพรหมมุนี (ด่อน)” กล่าวไว้ดังนี้ “ให้พระพรหมมุนีเป็นพระพิมลธรรม อนันตญาณนายก ตีปิฎกธรา มหาคณิศร บวรสังฆาราม คามวาสี สถิต ณ วัดหงส์อาวาศวรวิหารพระอารามหลวง”

ในสมัยรัชกาลที่ ๓ วัดหงส์ ฯ คงมีนามเรียกเต็มที่ว่า “วัดหงสาราม” ดังหลักฐานในหนังสือประชุมพงศาวดารภาคที่ ๒๕ ตอนที่ ๓ เรื่องตำนานสถานที่และวัตถุต่าง ๆ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า ฯ ทรงบูรณะ และเกี่ยวกับวัดหงส์ ฯ มีข้อความกล่าวไว้เป็นเชิงประวัติว่า “วัดนี้นามเดิมว่า วัดเจ้าขรัวหงส์ แล้วเปลี่ยนมาเป็นวัดหงสาราม” ดังนี้ และในสำเนาเทศนาพระราชประวัติรัชกาลที่ ๒ ซึ่งหม่อมเจ้าพระประภากรบวรวิสุทธิวงศ์ วัดบวรนิเวศน์ ฯ ทรงเทศนาถวายในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า ฯ ก็ทรงใช้ว่า “วัดหงสาราม” ในเรื่องที่เกี่ยวกับวัดหงส์ ฯ แม้ในตำนานพระอารามหลวงที่เจ้าพระยาวิชิตวงศ์วุฒิไกร เรียบเรียงถวายรัชกาลที่ ๕ ก็กล่าวไว้เช่นนั้น แต่กล่าวพิเศษออกไปว่า เรียกวัดหงสาราม มาแต่รัชกาลที่ ๑ เห็นจะเป็นว่าเมื่อเรียกไม่มีพิธีรีตองสำคัญอะไรก็คงเรียกวัดหงสาราม ทั้ง ๓ รัชกาลก็เป็นได้

ในสมัยรัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า ฯ ได้พระราชทานสร้อยนามวัดหงส์ ฯ ใหม่และเป็นหลักฐานสืบมาจนบัดนี้ว่า “วัดหงส์รัตนาราม” ดังประชุมพงศาวดารภาคที่ ๒๕ ว่าด้วยพระเจดีย์วิหารที่ทรงสถาปนาในรัชกาลที่ ๔ เรื่องที่ ๑๕ กล่าวไว้ความว่า “วัดหงส์รัตนาราม วัดนี้นามเดิมว่าวัดเจ้าขรัวหงส์ แล้วเปลี่ยนมาเป็นวัดหงสาราม สมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี ทรงบูรณปฏิสังขรณ์ด้วยกันกับวัดเขมาภิรตาราม ถึงรัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จ ฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงรับปฏิสังขรณ์วัดเขมา ฯ โปรดให้พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงปฏิสังขรณ์วัดหงส์ การยังไม่ทันเสร็จ พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวสรรคต พระบาทสมเด็จ ฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงปฏิสังขรณ์ต่อมาจนสำเร็จ พระราชทานนามว่า วัดหงส์รัตนาราม” ดังนี้

อนึ่ง คำสร้อยนามวัดหงส์ ฯ ที่ว่า “รัตนาราม” นั้น บ่งความหมายเป็นสองประการคือ “รัตน” แปลว่า “แก้ว” ประการหนึ่ง และ “อาราม” ซึ่งแปลว่า “วัด” ประการหนึ่ง ถือเอาความทั้งสองคำนั้นได้ความหมายว่า “วัดท่านแก้ว” มูลเหตุที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า ฯ ได้พระราชทานสร้อยนามวัดหงส์ ฯ ดังนั้น ทั้งนี้เพื่อถวายเป็นพระอนุสรณ์แด่สมเด็จเจ้าฟ้าหญิงกรมพระศรีสุดารักษ์ ซึ่งมีพระนามเดิมว่า “แก้” สมเด็จเจ้าฟ้าหญิง กรมพระศรีสุดารักษ์ พระองค์นี้ มีพระสัมพันธ์เป็นพระบรมราชวงศ์เกี่ยวเนื่องในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า ฯ คือเป็นพระบรมราชอัยกี (ยาย)

วัดหงส์ ฯ ได้รับการทำนุบำรุงปฏิสังขรณ์จากสมเด็จกรมพระศรีสุริเยนทรามาตย์ พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ในรัชกาลที่ ๓ และพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในวาระต่อมา เหตุนี้ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงพระราชทานสร้อยนามของวัดหงส์ ฯ นี้ว่า “รัตนาราม” เป็นการถวายพระราชกุศลแด่สมเด็จพระบรมราชอัยกีผู้ทรงเป็นพระบุรพการีของพระบรมราชชนนี พระราชอนุชาและพระองค์ท่าน ตามลักษณาการของพุทธศาสนิกชนที่บำเพ็ญบุญกุศลแล้วอุทิศผลให้กันฉะนั้น แต่น่าจะมีปัญหา ว่าเหตุไร ไม่ทรงถวายเป็นพระราชอนุสรณ์แด่สมเด็จพระบรมราชชนนีผู้ทรงใกล้ชิดกว่าและสมเด็จพระนางเจ้าพระองค์นี้ก็ได้ทรงปฏิสังขรณ์วัดหงส์ ฯ ข้อนี้เห็นจะเป็นด้วยว่า วัดหงส์ ฯ นี้แม้สมเด็จพระบรมราชชนนีจะทรงเกี่ยวข้องปฏิสังขรณ์ก็จริง แต่อยู่ในยุคหลังเพราะพระองค์ได้โดยทรงปฏิสังขรณ์วัดเขมาภิรตารามมาก่อนสมัยในรัชกาลที่ ๑ และที่ ๒ แล้วประการหนึ่ง และพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระองค์เองก็ได้ทรงปฏิสังขรณ์ร่วมและทรงรับภาระต่อมา จึงทรงปรารถนาถวายให้สมเด็จพระบรมราชชนนีพระอนุสรณ์ที่วัดเขมาภิรตาราม เป็นสำคัญประการหนึ่ง ดังนั้นที่วัดหงส์ ฯ นี้จึงทรงถวายเป็นส่วนพระอนุสรณ์แด่สมเด็จพระบรมราชอัยกี คือสมเด็จเจ้าฟ้าหญิง กรมพระศรีสุดารักษ์ อนึ่งวัดหงส์ ฯ นี้อาจเป็นวัดที่สมเด็จเจ้าฟ้าหญิง กรมพระศรีสุดารักษ์ เคยทรงอุปถัมภ์และปฏิสังขรณ์มาในอดีต มิฉะนั้นก็คงได้คุ้นเคยและทรงบำเพ็ญบุญกุศลเป็นประจำมาในขณะทรงพระชนม์อยู่ก็เป็นได้ ข้อนี้เป็นเพียงมติสันนิษฐานเท่านั้น

ในสมัยรัชกาลที่ ๖ วัดหงส์รัตนาราม ได้ถูกจัดลำดับศักดิ์ของวัดขึ้น คือเป็นพระอารามหลวงชั้นโท และมีฐานะเป็นพระอารามชั้นราชวรวิหาร ทั้งนี้เป็นไปตามพระบรมราชโองการประกาศเรื่องจัดระเบียบพระอารามหลวง คือ ชั้นเอก ชั้นโท ชั้นตรี ชั้นสามัญ และฐานะราชวรมหาวิหาร ราชวรวิหาร วรมหาวิหาร วรวิหาร เมื่อ ๓๐ กันยายน พ.ศ. ๒๔๕๘